เลือกหน้า

ถ้าไม่กดสิว ฉีดสิว จะรักษาสิวได้อย่างไร?

โดย | ก.พ. 6, 2022 | รักษาสิว

ทุกวันนี้ ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ เรามีทางเลือกที่สามารถรักษาสิวได้ โดยไม่จำเป็นต้อง กดสิว ฉีดสิว หรือรับประทานยาที่มีผลต่อสุขภาพแล้ว

คุณหมอสรุปให้สั้นๆ

  • ทุกวันนี้ ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ เรามีทางเลือกที่สามารถรักษาสิวได้ โดยไม่จำเป็นต้อง กดสิว ฉีดสิว หรือรับประทานยา (Acnotin) แล้ว
  • เพราะผลข้างเคียงต่อผิว และสุขภาพของเรา จากการ กด-ฉีด-ทานยา อาจจะได้ไม่คุ้มเสีย
  • การกด-ฉีด-ทานยา เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และอาจนำไปสู่วงจรสิวเรื้อรัง
  • ดูแลโครงสร้างผิวให้แข็งแรง คือ ปัจจัยสำคัญที่สุดในการรักษาสิวที่ต้นเหตุระยะยาว

ปัจจัยที่ก่อให้เกิดสิว

ปัจจัยภายใน

เกิดจากสภาพผิวซึ่งติดตัวมาแต่กำเนิดของเราเอง ฮอร์โมนที่กระตุ้นให้ต่อมไขมันทำงาน ผลิตน้ำมันมากกว่าปกติ ทำให้มีโอกาสเกิดการอุดตันของโพรงขน การผลัดเซลล์ผิวที่ผิดปกติ เมื่อผิวมีการอุดตันทำให้เป็นแหล่งอาหารของ แบคทีเรีย C.Acne ก่อให้เกิดสิวอักเสบ

ปัจจัยภายนอก

จากตัวกระตุ้นต่างๆ เช่น จากอาหาร ฝุ่น แสงแดด ความร้อน หรือมาจากการดูแลผิวอย่างไม่เหมาะสม รวมถึงการกดสิว ฉีดสิว เป็นประจำ จะทำให้โครงสร้างโพรงขนเสียหาย เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดสิวได้ง่ายในอนาคต

ใครที่กดสิวบ่อยๆ จะสังเกตว่า สิวจะชอบขึ้นที่เดิมซ้ำๆ รอยสิวหายช้า และต้องกลับไปทำซ้ำบ่อยขึ้นเรื่อยๆ

กดฉีดสิว

ทุกวันนี้ ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ เรามีทางเลือกที่สามารถรักษาสิวได้ โดยไม่จำเป็นต้อง กดสิว ฉีดสิว หรือรับประทานยาที่มีผลต่อสุขภาพแล้ว

การรักษาสิวแบบเก่า

คนไข้ที่มีประสบการณ์ในการรักษาสิวมาก่อน หรือถ้าหาข้อมูลจะพบว่า การรักษาสิวส่วนใหญ่ จะหนีไม่พ้น 3 อย่างนี้

  1. กดสิว
  2. ฉีดสิว
  3. ยากิน Acnotin

แล้วทั้ง 3 อย่างนี้ช่วยในการรักษาสิวได้จริงๆ หรือ?

ทำไมไม่ควรกดสิว?

การกดสิว คือ การเจาะ หรือใช้แรงกดเอาหัวสิวที่อยู่ในโพรงขนออกมา ซึ่งเมื่อหัวสิวหลุดออกมาแล้ว เราก็จะเข้าใจว่าสิวหายแล้ว

แต่ในเชิงปฎิบัติ เวลาเข้าคลินิกไปกดสิว ก็มักจะโดนกดทั่วใบหน้า เพราะเข้าใจว่า ยิ่งกดออกได้มากยิ่งดี ปัญหาของการกดสิว คือ ทำให้ผิวบอบช้ำ เมื่อกดมากๆ โพรงขนจะผิดปกติ หรือเสียหาย ทำให้โพรงขนขับน้ำมัน หรือของเสียออกมาได้ยาก จึงมีโอกาสที่สิวจะอักเสบได้ง่ายกว่าในอนาคต

ไม่ควรกดสิว

การกดสิวทั่วใบหน้า จะทำให้โพรงขนเสียหาย อาจเกิดสิวอักเสบตามมา

ทำไมไม่ควรฉีดสิว?

พอมีสิวอักเสบ ก็มักจะมาคู่กับการฉีดสิวเสมอ คนไข้ชอบ เพราะรู้สึกว่าสิวยุบไว ทันใจ และได้ผล ซึ่งหลายคนไม่รู้ หรือ (หมอไม่ได้บอก) ว่า ยาฉีดสิวทุกตัว คือสเตียรอยด์ นำมาเจือจางกับยาชา เป็นเพียงลดการอักเสบ ไม่ได้ทำให้สิวหาย

สังเกตว่าเมื่อฉีดสิวบ่อยๆ สิวจะวนกลับมาขึ้นที่เดิมซ้ำๆ ผิวจะอ่อนแอลง อาจทำให้เป็นสิวง่ายกว่าเดิม และสเตียรอยด์หากมีปริมาณมากเกินไป จะทำให้ผิวบริเวณนั้นบางลง อาจเกิดเป็นหลุม

การฉีดสิว ไม่ดีอย่างไร

การฉีดสิวเป็นประจำ ทำให้ผิวเสีย มีโอกาสสิวเกิดซ้ำ และหายช้า

อันตรายจากยากิน รักษาสิว

ยาที่เป็นที่นิยมจ่ายให้กับคนไข้ที่เป็นสิว รู้จักในชื่อทางการค้าว่า Acnotin คนไข้ควรได้รับทราบข้อมูลก่อนทานยาตัวนี้ เพราะเป็นยาควบคุมที่มีผลข้างเคียงสูงมาก

อันตรายจากยา acnotin ยากินรักษาสิว

Acnotin มีผลข้างเคียงที่สูง หากไม่จำเป็น ไม่ควรรับประทาน

ข้อควรระวังการใช้ยา Acnotin

Acnotin เป็นยารับประทานในกลุ่มกรดวิตามินเอ จะออกฤทธิ์โดยกดการทำงานของต่อมไขมัน เมื่อความมันลดลง เชื้อแบคทีเรีย C.Acne จึงลดลง จึงทำให้สิวลดลงอย่างเห็นได้ชัดในเวลา 1-2 เดือน ทว่าคุณสมบัติดีขนาดนี้ ก็ต้องแลกมาด้วยผลคาดเคียงมากมาย

  1. ผิวแดงแห้งลอก แสบผิวเมื่อถูกแสงแดด หน้าแดงตลอดเวลา (พบได้บ่อย)
  2. ผิวเสียสมดุล เสียความชุ่มชื้น ปากแห้ง ตาแห้ง (แตกลอกเป็นแผ่นๆ
    ผมร่วง
  3. อาจทำให้เกิดความบกพร่องในการได้ยิน หรือเกิดเสียงหวีดในหู (tinnitus) ได้
  4. เป็นพิษต่อดับ เกิดภาวะไขมันในเลือดสูง คนไข้ควรตรวจเชคร่างกาย ก่อน-ระหว่าง ใช้ยาเป็นระยะ
  5. ความหนาแน่นของกระดูกลดลง กล้ามเนื้อถูกทำลาย เมื่อทานต่อเนื่อง
  6. อาจทำให้เป็นโรคซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวน โกรธง่าย หัวรุนแรง ก้าวร้าว (พบได้น้อย)
  7. มีผลให้ทารกในท้องพิการ หรือเสี่ยงความบกพร่องทางสมอง ในกรณีทานยาระหว่างตั้งครรภ์ ควรหยุดยาก่อนตั้งครรภ์ 3 เดือน ถึง 1 ปี

ด้วยผลข้างเคียงที่มาก จึงถูกจัดเป็นยาอันตราย และไม่ใช่ยาที่ควรจ่ายให้คนไข้ทุกรายที่เป็นสิว

กรณีที่จะจ่ายยา Acnotin คือ คนไข้ที่เป็นสิวรุนแรงจริงๆ และไ่ม่ตอบสนองต่อการรักษาในทุกวิธีแล้วเท่านั้น

รักษาสิวด้วยเลเซอร์

การรักษาสิวด้วยเลเซอร์ ช่วยลดผลข้างเคียงจากยา เห็นผลได้ไว และปลอดภัยเมื่อรักษาด้วบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

แนวทางการรักษาสิวอื่นๆ

  1. การใช้เลเซอร์ ในกลุ่ม Yellow Laser เช่น Advatx 589 nm หรือ V-Beam 595 nm ที่มีช่วงคลื่นแสงเหมาะกับรอยแดง รอยสิว ลดการอักเสบของสิว
  2. การใช้เลเซอร์ฟื้นฟูโครงสร้างผิวให้แข็งแรง เช่น เลเซอร์ ADVATx ในกลุ่ม Infrared 1319 nm จะเป็นแสงที่กระตุ้นชั้น Fibroblast ของผิว ช่วยลดอาการผิวแพ้ง่าย ลดการทำงานของต่อมไขมัน
  3. เครื่องมือ TheraClear หรือในกลุ่มการรักษาด้วยแรงดูดสูญญากาศ เพื่อกำจัดแบคทีเรีย ที่เป็นอาหารของสิว ลดการอุดตันของโพรงขน ทำให้สิวหายได้จากต้นเหตุ
  4. การฉายแสง ในกลุ่มแสงสีฟ้า หรือสีแดง ช่วยฆ่าเชื้อสิว กระตุ้นให้โครงสร้างผิวแข็งแรง ลดการอักเสบ
  5. การตรวจระดับฮอร์โมน ในคนไข้เพศหญิงที่เป็นสิวเรื้อรัง มักพบปัญหา ถุงน้ำหลายใบในรังไข่ (Polycystic Ovary Syndrome) หรือที่รู้จักกันในชื่อ  PCOS ซึ่งเมื่อได้รับการรักษา จะทำให้สิวลดลงอย่างรวดเร็ว
ระยะเวลาในการรักษาสิว ให้ผิวแข็งแรง

การรักษาสิว ควรมีเป้าหมายเป็นการ รักษาผิวคนไข้ให้แข็งแรง ไปพร้อมกับการรักษาสิว เพราะหากโครงสร้างผิวยังคงอ่อนแอ สิวจะกลับมาขึ้นซ้ำๆ เป็นวงจรไม่จบสิ้น

สรุป รักษาสิวโดยไม่กดฉีดอย่างไร?

การกดฉีดสิว สามารถทำได้บ้างเป็นครั้งคราว แต่การจะรับประทานยา Acnotin ควรต้องเป็นสิวที่รุนแรง และไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีอื่นๆ แล้วเท่านั้น นอกจากนี้ ลักษณะของผิว และปัญหาสิวแต่ละคนไม่เหมือนกัน ก่อนรับการรักษา คนไข้ควรได้รับการชี้แจงแนวทางจากแพทย์ ไม่ควรตั้งเป้าเพียงแค่ให้สิวหายไปเร็วที่สุด แต่ควรมีการรักษาโครงสร้างผิวให้แข็งแรงร่วมด้วย เลือกสิ่งที่เหมาะสมกับเราอย่างปลอดภัยมากที่สุด จะทำให้สิวหายได้ในระยะยาวค่ะ

ตัวอย่างการรักษาสิว โดยไม่ต้อง กด-ฉีด-กินยา

พ.ญ.ณิชากุล แก้วกิตติคุณ
WRITTEN BY

พญ.ณิชกุล แก้วกิตติคุณ (หมอนิว)
M.D. Faculty of Medicine, Mahidol University,
MSc. Clinical Dermatology, St. John Institute of  Dermatology,
King’s College London
รู้จักคุณหมอเพิ่มเติม

เผื่อคุณพลาดอะไรไป